บทที่ 12 อ๋องปีศาจ

บทที่ 12

อ๋องปีศาจ

เสียงแตกตื่นด้านหลังตามมาทันที เพียงแต่เจ้าของรถม้าหรูหราและเสิ่นเยว่ไม่ได้หันไปให้ความสนใจ สิ่งที่ดึงความสนใจของเสิ่นเยว่ตอนนี้คือใบหน้าที่ยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาที่จ้องนางเหมือนกำลังจะจับกิน ท่าทางของเขาที่ชวนให้มองจนไม่อยากละสายตา

เขาล่อลวงนางสำเร็จแล้ว

เสิ่นเยว่มีความรู้สึกว่านางกำลังกลายเป็นเหยื่อของเขา ซึ่งมันเป็นอะไรที่นางไม่ชอบเลย นางเองก็ชอบที่จะล่ามากกว่ากลายเป็นกระต่ายป่าสีขาวขนฟูตัวน้อยที่เอาแต่วิ่งหนีนักล่าที่ตามติดทุกฝีก้าว

มีชีวิตใหม่แล้วนางไม่ขอกลับไปเป็นเหยื่ออีก

“ดูเจ้าจะไม่ค่อยชอบหน้าข้านะ เดี๋ยวยิ้มให้ เดี๋ยวเลิกยิ้ม ต่างจากที่รู้จักกันวันแรกที่เจ้าไม่เพียงไม่ชอบ แต่ไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมาเลย”

น้ำเสียงยียวนของเขามันทำให้เสิ่นเยว่ยิ้มหวาน นางมองใบหน้ามีความสุขของเขาแล้วอยากจะทำยังไงก็ได้ที่ทำให้เขารู้สึกแพ้ เขาต้องแพ้นางทุกทาง นี่คือความรู้สึกที่เสิ่นเยว่มี

“ที่ข้าไม่ชอบไม่ใช่หน้าท่าน”

“แล้วอะไรที่เจ้าไม่ชอบ”

“ข้าไม่ชอบที่ท่านมองข้าเป็นเหยื่อ เพราะข้าไม่อยากเป็นเหยื่อใครอีกแล้ว หากท่านยังทำเช่นนี้เห็นทีว่าข้าคงไม่สามารถเล่นสนุกด้วยได้นานมากนัก”

ใบหน้าหล่อเหลาที่เอาแต่ยิ้มเจ้าเล่ห์เปลี่ยนไปเป็นเรียบเฉย ดวงตาของเขาไร้ความสนุกสนาน แต่มันกลับเพิ่มความน่าค้นหา เรียวปากทั้งสองยกยิ้ม มันคือรอยยิ้มที่แสนจะถือดี

“กระต่ายน้อย หลังจากที่เจ้าขึ้นมาบนนี้ เจ้าไม่มีสิทธิ์ออกห่างจากข้าอีก แม้เพียงก้าวก็ไม่ได้ถ้าข้าไม่ต้องการ เจ้าพลาดตั้งแต่ที่เลือกเปิดหน้าข้าดูเมื่อคืนแล้ว…เจ้าต้องรับผิดชอบ”

เสิ่นเยว่ขมวดคิ้วแน่น เอาอะไรมาบอกว่านางต้องรับผิดชอบ ใบหน้าเขามันเป็นสิ่งต้องห้ามมากขนาดนี้เลยหรือยังไงกัน นางถึงไม่สามารถมองมันได้ ไหนจะมาพูดจาถือดีเช่นนี้กับนางอีก

เสิ่นเยว่ยิ้มหวานออกมา นางยิ้มให้มันงดงามที่สุด อ่อนหวานมากที่สุด สายตาหยาดเยิ้มไปด้วยความรัก มองเขาเป็นดั่งสามีคนหนึ่ง ร่างบอบบางขยับตัวเข้าหา นางเข้าไปนั่งด้านข้างเขาแล้วมองหน้าเขาใกล้ ๆ ดูให้ชัดเต็มตา

ยิ่งใกล้ เสิ่นเยว่ยิ่งเห็นว่าเขาช่างงดงามมากเพียงใด ใบหน้านี้สมบูรณ์แบบมาก แทบไม่มีที่ให้ติ ยิ่งบวกกับความเจ้าเล่ห์ที่แสดงออกมาทางท่าทาง ยิ่งส่งให้เขาดูน่าสนใจ

“ท่านกำลังสั่งข้า”

“เพียงบอกกล่าวเท่านั้น เจ้าต้องรับผิดชอบข้าจริง ๆ ข้อนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้”

“ในเมื่อต้องรับผิดชอบท่านแล้วขอข้าดูท่านให้ครบทุกส่วนอย่างถี่ถ้วนเสียหน่อยแล้วกัน จะได้คุ้มกับที่ต้องรับผิดชอบท่านหลังจากนี้ ท่านว่าอย่างไร”

เสียงหัวเราะของเขามันช่างเปี่ยมเสน่ห์ ใบหน้าหล่อเหลาประชิดเข้ามา ลมหายใจอุ่นร้อนของทั้งสองคนมันราดรดกันจนร่างกายของทั้งสองรู้สึกตื่นตัว กลิ่นหอมจากกายของกันและกันมันเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนทั้งสองให้ตกอยู่ในภวังค์ที่เข้าใจได้ยากว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นคืออะไร

เขารู้สึกอยากครอบครอง ซึ่งมันเป็นความรู้สึกเดียวที่เสิ่นเยว่มี

เสิ่นเยว่เองก็รู้สึกประหลาด นางรู้สึกว่าอยากเข้าใกล้เขาอีกนิด กลิ่นหอมจากร่างของเขาช่างดึงดูด ใบหน้าดวงตาที่มองมาที่นาง มันเป็นสิ่งที่ล่อลวงให้นางตกลงไปในบ่วงที่ทางออกดูจะแคบจนออกมาได้ยาก หรือไม่เสิ่นเยว่ก็ไม่อยากออกมาเลย

“เจ้าทำข้าประหลาดใจอีกแล้ว”

“ท่านก็ทำให้ข้าประหลาดใจเช่นกัน ดูเหมือนท่านจะดึงดูดสตรีได้มากทีเดียว เพราะเพียงข้ามองไม่นาน บอกเลยว่ายังหลงใหลใบหน้าหล่อเหลา รอยยิ้มร้ายกาจ ดวงตาเจ้าเล่ห์มีแผนการของท่านได้ไม่ยาก”

เสิ่นเยว่ขยับตัวห่างออกมา แต่สายตานางยังจับจ้องเขาไม่เคลื่อนไปไหน เขาน่ามอง นางก็มอง สิ่งที่ชาติก่อนไม่อาจจะทำได้ นางจะทำมันทุกอย่างในชาตินี้ เวลาตายจะได้ไม่ต้องมาเสียดายที่ตนเองยังไม่ได้ลองทำอะไรอีก

ตายจะได้ตาหลับจริง ๆ เสียที

“ท่านจะไม่บอกชื่อข้าจริง ๆ หรือ ว่าท่านชื่ออะไร”

ใบหน้าหล่อเหลาเลิกคิ้ว สายตาเขาเหมือนกำลังถามว่านางไม่รู้จริงหรือว่าเขาคือใครทั้ง ๆ ที่ได้เห็นใบหน้าที่ไม่มีหน้ากากสีเงินมาปกปิดอีกต่อไปแล้ว

“เจ้าไม่คุ้นหน้าข้าเลยหรือ คนที่เคยเป็นถึงฮูหยินจวนใหญ่ ก่อนแต่งยังเป็นคุณหนูคนหนึ่งที่สำคัญของตระกูลเสิ่น ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะลืมเลือนข้าได้ลง ทั้ง ๆ ที่ไม่ว่าสตรีใดที่เคยเห็นหน้าข้า พวกนางไม่มีทางลืมลงสักคน”

เส่นเยว่รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาทันที ช่างมั่นใจในตัวเองเสียจริง ๆ

แต่ที่นางรู้เขาคือคนที่มีความสำคัญมาก ๆ เพราะว่าเมื่อทุกคนเห็นเขา เสียงพูดคุยต่อว่ามากมายก็หายไป กลายเป็นเงียบจนเหมือนว่าที่แห่งนั้นไม่มีใครสักคน

ขนาดเสนาบดีเจิ้งที่ปากมาก อวดดีเพราะถือว่าตนเองคือขุนนางคนหนึ่งที่ฝ่าบาทโปรดปรานกุมอำนาจขุนนางคนหนึ่งยังไม่เอ่ยอะไรที่ถางถากนางออกมาสักคำ จางเหวินซูก็เงียบเหมือนคนตาย เจิ้งส่วงที่ควรต่อว่าความหน้าหนาของเสิ่นเยว่ที่ออกจากจวนจางไปกับบุรุษคนใหม่ก็ไม่มีสอดขึ้นมา

ชาวบ้านชาวเมืองที่ออกมามุงดูเรื่องสนุกไม่มีใครพูด เสียงหายใจยังแทบหาได้ยาก

ราชวงศ์ คำนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเสิ่นเยว่ทันที มีเพียงพวกเขาที่ทำให้ปากคนอื่นสงบลงได้ และคนที่เป็นที่หวาดกลัวมากที่สุด มากกว่าฝ่าบาทที่มากเมตตา จิตใจอ่อนโยน มันจะมีคนผู้หนึ่งที่ผู้คนทั่วทั้งแคว้นหรือแม้แต่แคว้นอื่น ๆ ขนานนามว่าอ๋องปีศาจ

อ๋องที่อยู่เหนือตำแหน่งอ๋องทุกคน เป็นคนที่กุมอำนาจมืดของแคว้นและอำนาจอื่น ๆ มารวมไว้ในมือ ไม่ว่าจะวางแผนการศึก กำจัดขุนนางชั่วช้า จัดการกับเหล่ากบฏที่แข็งข้อ นี่คือสิ่งที่เขากระทำมาตลอดหลายปี เขาไม่มีชายาสักคน ด้วยชายาที่ฝ่าบาทประทานให้ ก่อนแต่งงานหนึ่งเดือนจะตายปริศนา

ชุดแต่งงานที่เขามอบให้นาง เหลียงม่อบอกว่าตัดเย็บอย่างประณีตใส่ใจ ใช้เวลาแรมปีกว่าจะออกมาเป็นชุดแต่งงานที่หาได้ยาก หรูหราแบบนี้ได้

ไม่มีสตรีคนไหนมีวาสนาพอที่จะสวมใส่มันเพื่อเข้าพิธีแต่งงาน หากเป็นอย่างที่คิดจริง นางก็พอจะรู้แล้วว่าทำไมตนเองถึงได้รู้สึกคุ้นหน้าเขามากนัก เพราะที่แท้นางเคยเจอเขามาหลายครั้ง แต่ว่าเพราะที่นั่งของเสิ่นเยว่ห่างไกล นางมักชอบที่เงียบสงบห่างผู้คน ไม่ปรากฏตัวโดดเด่นดั่งคุณหนูจวนอื่น จึงไม่เห็นเขาในระยะใกล้เลยสักหน

พี่น้องในจวนเสิ่นคนอื่น ๆ ก็บอกว่าเขาคือบุรุษที่สตรีทุกคนใฝ่ฝันหา แต่ไม่มีใครกล้าพอเสนอตัวเป็นชายาถึงจะหลงใหลมากแค่ไหน ด้วยเพราะว่าที่ชายาอ๋องก่อนหน้านี้สามคนที่ตกตาย

ส่วนเสิ่นเยว่ไม่สนใจเขาด้วยซ้ำ นางสนใจเพียงจางเหวินซู นางหลงใหลรักใคร่เพียงบุรุษที่เห็นนางเป็นเครื่องมือหาความก้าวหน้าให้ตนเองเพียงเท่านั้น นางรักหน้าตาเขาที่หล่อเหลาไม่ได้ครึ่งของบุรุษที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้

แต่ก็นะ ตอนนั้นนางเหมือนคนตาบอด ยิ่งได้ยินคำหวานยิ่งหลงเข้าไปใหญ่ ร้องขอให้บิดาช่วยออกหน้าจนได้แต่งงาน แต่สุดท้ายนางก็เป็นได้เพียงเจ้าสาวที่ถูกเจ้าบ่าวทอดทิ้งให้เป็นดอกไม้แห้งเหี่ยว

“เจ้าคิดนานแล้วนะ ยังคิดไม่ออกหรือกระต่ายน้อย”

เสิ่นเยว่เงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง นางระบายยิ้มแล้วมองไปทั่วรถม้า

“ท่านร่ำรวย มีทุกอย่างที่หรูหรา ใบหน้าหล่อเหลา หาได้ยาก ท่าทางสูงศักดิ์ อำนาจล้นมือ ชุดแต่งงานที่เหลียงม่อพูดถึงมีประวัติที่ข้าคุ้นหู ตอนที่ท่านลงไปรับข้าหน้าจวนจางทุกคนเงียบปากกระทำตนเหมือนคนตาย ผิดจากที่ข้าคิดเอาไว้ว่าทุกคนจะต่อว่าข้าตามหลังมาจนรถม้าลับสายตา คนที่ทำให้ทุกคนกลัวจนหยุดลมหายใจตนเองได้ เท่าที่ข้ารู้มีเพียงคนเดียว”

ใบหน้าหล่อเหลาเผยความสมใจ

“แล้วชื่อนั้นที่เจ้าคิดไว้ คือชื่อใด”

“เฟิ่งเหล่ย อ๋องปีศาจแคว้นหยาง ชื่อของท่านคือหยางเฟิ่งเหล่ย ข้าพูดชื่อท่านถูกหรือไม่ ท่านอ๋อง”

เสิ่นเยว่ไม่ได้แสดงความกลัวแม้จะรู้ว่าฐานะของเขาสูงมากกว่านางหลายเท่า ตรงข้าม นางกำลังวางหมากเหมือนที่เขากำลังทำอยู่กับนาง ฐานะของเขาจะช่วยให้เสิ่นเยว่ทำทุกอย่างง่ายยิ่งกว่าง่าย

“กระต่ายน้อยของข้า ช่างฉลาดจริง ๆ มาเถอะ เจ้าต้องสวมชุดเจ้าสาวแล้ว”

เสิ่นเยว่ยิ้มรับ นางมองไปยังหีบชุดที่วางห่างออกไปแล้วมองมาที่บุรุษที่กำลังจะเป็นสามี

“หวังว่าข้าคงไม่ตายก่อนได้เข้าหอเหมือนว่าที่เจ้าสาวของท่านคนก่อน ๆ ท่านอ๋องเฟิ่งเหล่ย”

“แน่นอนว่าไม่”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป